
ภูมิทัศน์ของงาน HR กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วในไม่กี่ปีมานี้ เพื่อตอบสนองความต้องการของแรงงานที่มีความหลากหลายมากขึ้นโดยเฉพาะด้านดิจิทัลและความยืดหยุ่นในการทำงาน บริษัทหลายแห่งได้ยกระดับการดูแลพนักงานและเริ่มทรีตพวกเขาเหมือนลูกค้าที่ยินดีจ่ายเวลาเพื่อทำงานให้กับองค์กร การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ทีม HR ต้องปรับตัวสู่บทบาทใหม่ ช่วยเข้ามาขับเคลื่อน innovation, employee engagement ให้กลยุทธ์ด้านคนสอดคล้องกับความต้องการของธุรกิจ
ความสำคัญของบทบาท HR : มองไปในอนาคต
ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า HR จะต้องก้าวข้ามบทบาทแบบดั้งเดิม เพื่อสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้กับบริษัท สร้างความได้เปรียบในเชิง Talent Density ในการแข่งขันกับคู่แข่ง ทีม HR จึงกลายเป็นหน่วยงานที่ผู้บริหารจะให้ความสำคัญ และเป็นหนึ่งในหัวข้อในการวางกลยุทธ์ในธุรกิจ โดยมุ่งเน้นไปที่การนำ
- Technology adoption
- Employee experience
- Data-driven decision making
มาใช้งาน ซึ่ง buzz-word เหล่านี้เป็นกระแสที่ถูกปรับใช้ในวงการ Marketing มาก่อน ผู้เขียนคาดว่าต่อไปคงเป็นทีของวงการสายงาน HR ที่จะต้องเรียนรู้และปรับตัว
บทบาท HR ในอนาคตจะกำหนดวิธีการที่บริษัทต่างๆ ใช้ในการดึงดูด รักษา และพัฒนาบุคลากรในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง
10 บทบาทของ HR ในอนาคต
1. Head of HR Innovation
บทบาท:
บทบาทนี้มีหน้าที่ในการค้นหา สร้างวัฒนธรรม และนำเทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรมมาปรับใช้ เพื่อปรับปรุงการทำงานของ HR และเพิ่มประสบการณ์ของพนักงาน (Employee experience)
หน้าที่หลัก:
- ระบุเทคโนโลยี HR technologies ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ
- ผลักดัน innovation ในกระบวนการ HR
- ทำงานร่วมกับผู้นำในการประสานกลยุทธ์ technology กับธุรกิจ
ทักษะที่จำเป็น:
- Tech-savviness: ความรู้ความเข้าใจในเทคโนโลยี HR tools, AI และระบบอัตโนมัติ
- Creativity: การคิดค้นแนวทางแก้ไขที่สร้างสรรค์
- Leadership: ความสามารถในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในทีม HR
2. Head of Business Transformation
บทบาท:
บทบาทนี้มุ่งเน้นการปรับกลยุทธ์ HR ให้สอดคล้องกับเป้าหมายการเปลี่ยนแปลงธุรกิจ โดยใช้เทคโนโลยีในการปรับปรุงกระบวนการทางธุรกิจและการพัฒนาเส้นทางของพนักงาน (employee journeys)
หน้าที่หลัก:
- นำกลยุทธ์การ business transformation
- ปรับปรุงกระบวนการ HR เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงขององค์กร
- สร้างความสอดคล้องระหว่างความสามารถของพนักงานกับเป้าหมายธุรกิจ
ทักษะที่จำเป็น:
- Business acumen: ความเข้าใจในการเปลี่ยนแปลงขององค์กร (organizational change)
- Tech proficiency: ความเชี่ยวชาญในการใช้เทคโนโลยีเพื่อปรับปรุงการทำงาน HR
- Project management: ความสามารถในการจัดการการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่
3. Future Skills Trainer
บทบาท:
บทบาทนี้จะมุ่งเน้นการพัฒนา skills ที่จำเป็นในอนาคตสำหรับพนักงาน โดยเติมเต็มช่องว่างด้านทักษะที่มีอยู่ในปัจจุบันและอนาคต
หน้าที่หลัก:
- ประเมินช่องว่างของทักษะ (skill gaps)
- ออกแบบ ค้นหาโปรแกรมและดำเนินการฝึกอบรมสำหรับ emerging skills
- ทำงานร่วมกับหัวหน้าแผนกเพื่อให้แน่ใจว่าการฝึกอบรมสอดคล้องกับเป้าหมายธุรกิจ
ทักษะที่จำเป็น:
- Learning and development expertise: ความเชี่ยวชาญในการออกแบบโปรแกรมการฝึกอบรม
- ความเข้าใจในความต้องการ future skills
- Communication: ทักษะการสื่อสารที่ดึงดูดใจพนักงาน
4. HR Communications Specialist
บทบาท:
บทบาทนี้คล้ายกับ PR ในมุมหนึ่ง แต่เป็นจัดการการสื่อสารภายในองค์กร โดยมุ่งเน้นการสร้างความชัดเจนและความสม่ำเสมอในการสื่อสารจาก HR สู่พนักงาน
หน้าที่หลัก:
- สร้างกลยุทธ์การสื่อสารภายใน (communication strategies)
- สร้าง tone of voice ที่สอดคล้องกับพนักงาน
- สนับสนุนการมีส่วนร่วมของพนักงานผ่านการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ
ทักษะที่จำเป็น:
- Communication skills: การสื่อสารที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพทั้งการพูดและการเขียน
- Branding and messaging: ความสามารถในการพัฒนาข้อความที่สอดคล้อง
- Emotional intelligence: เข้าใจวิธีการเชื่อมต่อกับพนักงานในระดับอารมณ์
5. HR Data Analyst / Digital Tech Specialist
บทบาท:
บทบาทนี้ใช้ data-driven decision-making ภายใน HR เพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพ และช่วยพัฒนากลยุทธ์ HR ที่มีพื้นฐานจากข้อมูล
หน้าที่หลัก:
- วิเคราะห์ HR data เพื่อหาข้อมูลเชิงลึก
- ใช้ AI หรือซอฟท์แวร์ ในการบริหารและทำนายความต้องการแรงงานในอนาคต
- ร่วมมือกับผู้นำ HR ในการพัฒนากลยุทธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (data-informed strategies)
ทักษะที่จำเป็น:
- Data analytics: ความเชี่ยวชาญในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงซับซ้อน เพื่อหา Insight และ Problem
- ทักษะการแก้ปัญหาด้วยการใช้ข้อมูลเพื่อการหา Solution และการตัดสินใจทางยุทธศาสตร์
- Storytelling และ Data Interpretation เพื่อเล่าเรื่องและอธิบายสิ่งที่ตัวเลขสถิติแสดงผล
6. Chief Happiness Officer
รู้หรือไม่ ที่ Jitta มีตำแหน่งชื่อว่า Happiness Engineer ซึ่งอยู่ในทีม Engineer แต่ยังคงโฟกัสที่ความสุข และการมีส่วนร่วมของพนักงาน อ่านต่อ
บทบาท:
บทบาทนี้มุ่งเน้นการสร้าง employee wellbeing และการมีส่วนร่วมของพนักงาน โดยการสร้างโปรแกรมที่ส่งเสริมความสุขและการรักษาพนักงาน
หน้าที่หลัก:
- ออกแบบและจัดการโครงการด้าน wellbeing
- ติดตามความพึงพอใจและขวัญกำลังใจของพนักงาน
- ทำงานร่วมกับผู้นำ HR เพื่อพัฒนาประสบการณ์พนักงาน (employee experience)
ทักษะที่จำเป็น:
- Emotional intelligence: ความเข้าใจและการตอบสนองต่อความต้องการของพนักงาน
- ความเชี่ยวชาญในการออกแบบโปรแกรมด้าน wellbeing
- Leadership: ความสามารถในการขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมของพนักงานในองค์กร
7. HR Marketing Manager (Employee Value Proposition)
บทบาท:
ผู้จัดการฝ่ายการตลาด HR มีหน้าที่ในการสร้างและรักษา Employee Value Proposition (EVP) ที่น่าสนใจ เพื่อทำให้บริษัทเป็นที่สนใจสำหรับการทำงานอยู่เสมอ
หน้าที่หลัก:
- สร้างและรักษา EVP ที่ชัดเจน
- จัดการการสื่อสารในแง่มุมของการสร้างแบรนด์
- สร้างความสอดคล้องของข้อความในโพสต์งาน เว็บไซต์ และการสื่อสารภายในองค์กร
ทักษะที่จำเป็น:
- ความเชี่ยวชาญในด้าน Branding and marketing
- Communication skills: ความสามารถในการสร้างข้อความที่ดึงดูดพนักงานและผู้สมัคร
- Strategic thinking: การจัดกลยุทธ์ EVP ให้สอดคล้องกับเป้าหมายของธุรกิจและการสรรหาพนักงาน
8. Head of Careers
บทบาท:
หัวหน้าฝ่ายการพัฒนาอาชีพจะดูแลและสร้างเส้นทางการเติบโตทางอาชีพของพนักงาน โดยให้คำแนะนำและเครื่องมือที่จำเป็นในการพัฒนาอาชีพ
หน้าที่หลัก:
- ออกแบบและดูแลโปรแกรมการพัฒนาอาชีพ
- ติดตามความก้าวหน้าของพนักงานในเส้นทางการเติบโต
- สร้างเส้นทางอาชีพใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับความต้องการของธุรกิจ
ทักษะที่จำเป็น:
- Career development expertise: ความเชี่ยวชาญในการออกแบบเส้นทางการเติบโตอาชีพ
- Coaching and mentorship: การให้คำปรึกษาและแนะแนวพนักงาน
- ทักษะการวิเคราะห์ในการประเมินความก้าวหน้าและโอกาสในการเติบโต
9. Employee Coach
บทบาท:
โค้ชพนักงานให้คำปรึกษาแบบตัวต่อตัว เพื่อช่วยให้พนักงานจัดการกับเป้าหมายส่วนตัวและอาชีพให้สอดคล้องกับเป้าหมายของบริษัท
หน้าที่หลัก:
- ให้บริการการโค้ชกับพนักงาน
- ช่วยให้พนักงานจัดการกับความท้าทายและโอกาสภายในบริษัท
- ร่วมมือกับผู้นำ HR เพื่อให้การโค้ชสอดคล้องกับความต้องการทางธุรกิจ
ทักษะที่จำเป็น:
- ความเชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษาและแนะแนว (Coaching and mentorship)
- Emotional intelligence: ความสามารถในการเข้าใจและช่วยพนักงานเติบโต
- Communication: ทักษะในการสร้างความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์ที่ดี
10. Onboarding Lead
บทบาท:
ผู้ดูแลพนักงานใหม่จะทวีความสำคัญเนื่องจาก ประสบการณ์ในอาทิตย์แรกของพนักงานที่พึ่งเข้ามา มีผลต่อความคาดหวัง การประเมินและการอยู่กับบริษัทของพนักงาน พวกเขามีหน้าที่ในการดูแลให้พนักงานใหม่สามารถเริ่มงานได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมการทำงานระยะไกลและแบบ Hybrid
หน้าที่หลัก:
- สร้างโปรแกรมการเริ่มงานที่มีโครงสร้างชัดเจน
- ทำงานร่วมกับแผนกอื่นเพื่อให้แน่ใจว่าพนักงานใหม่มีเครื่องมือและทรัพยากรที่จำเป็น
- ตรวจสอบกระบวนการเริ่มงานเพื่อปรับปรุงการรักษาพนักงานและความพึงพอใจ
ทักษะที่จำเป็น:
- ทักษะการจัดการที่มีประสิทธิภาพในการดูแลกระบวนการเริ่มงาน (Organizational skills)
- ความเชี่ยวชาญในการใช้เทคโนโลยีการเริ่มงานระยะไกล (Tech proficiency)
- ทักษะด้านบุคคลในการสร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งให้กับพนักงานใหม่
บทบาทของเทคโนโลยีและ AI ในบทบาท HR ในอนาคต
การนำ AI และระบบอัตโนมัติมาใช้ใน HR:
- บทบาท HR ในอนาคตจะพึ่งพา AI และ automation มากขึ้นในการจัดการงานที่ซ้ำซาก ทำให้ฟังก์ชัน HR ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเสริมประสบการณ์ให้กับ employee experience
- อาจรวมถึง process อย่างการสัมภาษณ์ การสกรีน Resume
- Predictive analytics จะมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ทีม HR สามารถ forecast workforce trends จัดการปัญหาพนักงานลาออก และระบุช่องว่างด้านทักษะที่ต้องพัฒนา
การเปลี่ยนแปลงของการดำเนินงาน HR ด้วยเทคโนโลยี:
- การบูรณาการ HR technologies ใหม่ๆ จะช่วยเปลี่ยนกระบวนการต่างๆ เช่น การจ่ายเงินเดือน การจัดการสวัสดิการ และการติดตามความสอดคล้องของข้อมูล
- เครื่องมือ AI สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการสรรหาบุคลากร โดยการคัดกรองผู้สมัครที่มีศักยภาพสูง ทำให้การเริ่มงานเป็นไปอย่างราบรื่น และปรับปรุง employee retention
ทักษะที่จำเป็นสำหรับบทบาท HR ในอนาคต
ทักษะหลักที่ HR ในอนาคตต้องมี:
- Digital Literacy: ความสามารถในการใช้ HR technologies ใหม่ๆ เช่น AI และ data analytics tools
- Strategic Thinking: การวางแผนเชิงกลยุทธ์เพื่อให้การดำเนินงาน HR สอดคล้องกับ business strategy และวัตถุประสงค์ขององค์กร
- Adaptability: ความยืดหยุ่นในการปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ๆ ความคาดหวังของพนักงาน และความต้องการของธุรกิจ
- Data-Driven Decision-Making: การใช้ analytics เพื่อแจ้งกลยุทธ์ HR และปรับปรุงการบริหารจัดการแรงงาน
- Emotional Intelligence: การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับพนักงานและการเข้าใจความต้องการของพวกเขา โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมการทำงานแบบผสมหรือระยะไกล
วิธีเตรียมทีมหรือเตรียมตัวเพื่อเป็น HR ให้พร้อมสำหรับความท้าทายในอนาคต
การลงทุนในเทคโนโลยีและการพัฒนาทักษะ:
- จัดหา technology tools ที่เหมาะสมให้กับทีม HR และส่งเสริมการเรียนรู้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฝึกอบรมเกี่ยวกับ HR technologies ใหม่ๆ เช่น AI และ predictive analytics
- การเตรียมความพร้อมให้กับแผนก HR ในอนาคตต้องลงทุนในการพัฒนา hard skills (เช่น ความสามารถทางเทคโนโลยี) และ soft skills (เช่น coaching และ communication)
การปรับกลยุทธ์ HR ให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจ:
- ผู้นำ HR ในอนาคตจะต้องทำให้แน่ใจว่ากลยุทธ์ HR สอดคล้องกับความพยายามในการ business transformation HR จะมีบทบาทสำคัญในการนำทางการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจและช่วยให้องค์กรปรับตัวตามสภาพการตลาดและความต้องการแรงงาน
มุ่งเน้นที่ความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานและการมีส่วนร่วม:
- การที่องค์กรจะให้ความสำคัญกับ employee wellbeing จะเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก HR จึงต้องออกแบบโปรแกรมที่สนับสนุนสุขภาพจิตและความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน
- บทบาทเช่น Chief Happiness Officer จะมีความสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมการมีส่วนร่วมและการรักษาพนักงาน โดยเฉพาะใน hybrid work environments
บทสรุป: อนาคตที่สดใสสำหรับผู้เชี่ยวชาญด้าน HR
- สรุป: ในขณะที่ธุรกิจก้าวหน้า ทีม HR ก็ต้องพัฒนาตามเช่นกัน บทบาท HR ในอนาคตจะต้องการมืออาชีพที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยี และสามารถจัดการกับความซับซ้อนของแรงงานที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมทั้งทำให้กลยุทธ์ HR สอดคล้องกับ business transformation
- ทิ้งท้าย: การยอมรับบทบาทใหม่เหล่านี้จะทำให้แผนก HR สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม ขับเคลื่อนความสำเร็จของธุรกิจ และเสริมประสบการณ์ที่ดีให้กับ employee experience ขณะที่ Recruitment กับ Talent Acquisition จะถูกแยกเนื้องานจาก HR มากขึ้น (?)
reference: Let's talk talent